จาก “เน้นถูกและเร็ว” สู่ “แน่นอนและมั่นคง” … ก้าวต่อไปของหมูไทยในวิกฤตโลก

โดย ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ

ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางขณะนี้ทำให้ “ความมั่นคง” กลายเป็นปัจจัยหลักของแผนรับมือทางเศรษฐกิจ

เหตุการณ์นี้ทำให้เศรษฐกิจของไทยต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้นจากราคาความเสี่ยงที่ดีดตัว พร้อมกับรายได้ที่หดตัว

อุตสาหกรรมสุกรไทย หนึ่งในฟันเฟืองความมั่นคงทางอาหารด้านโปรตีน ต้องปรับเปลี่ยนจากแผนธุรกิจจาก “เน้นถูกและเร็ว” (Efficiency) เป็น “แน่นอนและมั่นคง” (Security-First) สอดรับกับตลาดโลกที่โลกยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความชัวร์ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรสูงขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงจากการพึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง ทั้งการพึ่งพานำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์สัตว์

อุตสาหกรรมสุกรไทยต้องเตรียมรับมือใน 4 มิติ ดังนี้:

1. รับมือกับ “ต้นทุนความมั่นคง” (Security Premium) ที่สูงขึ้น

การจัดการอาหารสัตว์ (Feed Security): ต้นทุน 60-70% ของการเลี้ยงสุกร คือ อาหารสัตว์ ซึ่งไทยนำเข้าวัตถุดิบหลายชนิด ได้แก่ กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และ DDGs จากต่างประเทศ โดยเฉพาะถั่วเหลือง จำเป็นต้องพิจารณาคู่ค้ารายใหม่แล้วทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อประกันความเสี่ยง

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ลดความเปราะบางจากห่วงโซ่อุปทานโลก และป้องกันผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยพัฒนาสูตรอาหารที่ยืดหยุ่น  โดยใช้ “วัตถุดิบทดแทนในท้องถิ่น” เช่น ปลายข้าว, รำข้าว, มันสำปะหลัง (Cassava chip) และกากเบียร์ ร่วมกับการใช้เอนไซม์ (Enzymes) ช่วยย่อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมในวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีกากใยสูง

ด้านพลังงาน เศรษฐกิจ BCG จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เป็น ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการแข่งขันที่กำลังดำเนินไป การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การลงทุนในโซลาร์เซลล์หรือระบบ Biogas เพื่อพึ่งพาพลังงานตัวเองและลดต้นทุนคงที่ในระยะยาว เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่ผันผวนจากสงคราม ในมุมนี้ อุตสาหกรรมสุกรสามารถช่วยการลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานได้

2. ยกระดับ Biosecurity ให้เป็น “เกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ

ฟาร์มต้องวางระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ให้เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ในห่วงโซ่อุปทาน และฟาร์มขนาดใหญ่ควรทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ด้วยเทคโนโลยี เพื่อยืนยันว่าสุกรทุกตัวปลอดภัย สิ่งนี้จะกลายเป็น “ใบเบิกทาง” ในการส่งออกและสร้างมูลค่าเพิ่มได้

ฟาร์มต้องมองระบบ Biosecurity ไม่ใช่แค่ “รายจ่าย” แต่เป็น “การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ” เมื่อ Biosecurity เข้มงวดขึ้น ผลผลิตจะยิ่งดีขึ้น (โตเร็ว ตายต่ำ ใช้ยา/อาหารคุ้มขึ้น) และกำไรระยะยาวจะสูงและเสถียรกว่าฟาร์มที่ดูแลหลวม ๆ โดยเฉพาะในยุคโรคระบาดรุนแรงอย่าง ASF, PRRS, PED เป็นต้น

หากมองในระดับอุตสาหกรรม biosecurity เป็นเกราะป้องกัน “โรคระบาดใหญ่” ที่สามารถหยุดยั้งความเสียหายของอุตสาหกรรมสุกรในอนาคตได้

3. ปรับตัวสู่ “High-Value & Functional Pork”

ผู้ผลิตที่มีศักยภาพ มุ่งเป้าไปสู่สินค้าที่ตลาดพร้อมจ่าย Security Premium เพื่อสุขภาพและความมั่นคงทางอาหาร พัฒนา Wellness pork ผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณลักษณะพิเศษ เช่น หมูเลี้ยงด้วยสมุนไพร หมูไขมันดี (High Omega-3) โดยการผสมน้ำมันแฟลกซ์ซีดหรือสาหร่ายในอาหารสัตว์ หรือ หมูเสริมซีลีเนียม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค หรือหมูปลอดปฏิชีวนะ (Antibiotic-Free) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบริโภคสินค้าสุขภาพและ Longevity Economy

นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนวิจัยและพัฒนาสารสกัดมูลค่าสูงจาก By-products ของสุกร เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมความงามและสุขภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

4. ยุทธศาสตร์ “ภูมิเศรษฐกิจสุกร”

อุตสาหกรรมสุกรของไทย มีจุดแข็ง คือ บุคลากรที่มีประสบการณ์และความชำนาญ มาตรฐานการผลิตที่เป็นยอมรับในอาเซียนและความสามารถในการแปรรูปขั้นสูง ประเทศไทยจึงมีศักยภาพสูงมากที่จะเป็นฮับด้าน “Protein Security” ของอาเซียน พร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์โลกในอนาคต สามารถส่งออกพันธุ์สัตว์และเวชภัณฑ์ และ “องค์ความรู้ด้านการเลี้ยง” ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นในภูมิภาค

อุตสาหกรรมสุกรของไทย ต้องเปลี่ยนฟาร์มสุกรให้เป็น Strategic Food Asset ของประเทศ ยกระดับจาก “ผู้ผลิตเนื้อสัตว์” เป็น “ผู้มอบความปลอดภัยทางอาหารและสุขภาพ” ให้กับคนไทยและผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียน

#EatEcon