พันธุ์ไม่ใช่ของฟรี: เกษตรกรต้องการความคุ้มค่า แต่พันธุ์ดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์
เรื่องโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน ข่าวร้อนแรงในวงการเกษตรคงหนีไม่พ้นเรื่อง การถกเถียงเรื่องการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยให้สิทธิคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ลงทุนวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ ทั้งด้านการผลิต ขยายพันธุ์ และจัดจำหน่าย หรือ Breeders’ Right
UPOV ย่อมาจาก International Union for the Protection of New Varieties of Plants หรือสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
เจตนาหลักของ UPOV คือ มีกฎหมายรองรับคุ้มครองผู้ที่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ เนื่องจากการปรับปรุงพันธุ์ไม่ง่าย ต้องใช้ทั้งเวลา ลองถูกลองผิด เงินทุนที่ต้องมีสายป่านที่ยาวเพียงพอ ที่สำคัญคือ ต้องมีองค์ความรู้และทีมงาน สิ่งเหล่านี้คือ ต้นทุนที่ผู้วิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต้องรับความเสี่ยง กว่าจะพัฒนาพันธุ์สำเร็จจนเป็นที่ยอมรับและขายได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย
พันธุ์พืชที่เรากิน ไม่ใช่พันธุ์ดั้งเดิมมานานแล้ว
หากมองให้ลึกลงไป พันธุ์ที่เรากินกันทุกวันนี้ก็ไม่ใช่พันธุ์ดั้งเดิมแล้ว พันธุ์พัฒนาไปมาก มนุษย์เรารู้จักคัดเลือก ปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ปรับปรุงสายพันธุ์มาเป็นพันๆ ปี จนเรามีข้าวโพดหวาน ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทุเรียนหมอนทอง แม้แต่ไก่และไข่ที่เรากิน เหล่านี้เป็นพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาทั้งสิ้น
- ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เริ่มพัฒนาสายพันธุ์เมื่อปี พ.ศ. 2545 คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ประมาณ 7 รุ่นโดยทีมวิจัยจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ใช้เวลา 3 ปี กว่าจะวิจัยและพัฒนาจนขึ้นทะเบียนพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรได้
- สับปะรดหอมสุวรรณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทางพืชของทิปโก้ เริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 (ใช้เวลาพัฒนาและทดลองนานกว่า 10-11 ปี) กว่าจะได้จำหน่ายทางการค้า
- หมูคุโรบุตะ CP ใช้ปรับปรุงพันธุ์ 5 ปี เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่นิ่ง มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย
- ข้าวหอมมะลิ หรือ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 สายพันธุ์ดั้งดิมที่เราเริ่มหมดบุญ ขาดการพัฒนาต่อยอดอย่างจริงจัง จนเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน แม้จะมีพันธุ์ “หอมสยาม” ที่พัฒนาขึ้นมาให้ผลผลิตสูงและทนทานกว่า แต่การผลักดันเชิงนโยบายยังล่าช้า ต่างจากเวียดนามที่มีสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ และเป็นข้าวพื้นนุ่มถึง 50% ที่ให้ผลผลิตสูงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดกว่าข้าวไทย ต้นทุนการผลิตจึงต่ำกว่าไทย ได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก
ส่วนพันธุ์ที่แทบไม่มีการพัฒนาพันธุ์โดยที่ยังคงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เท่าที่นึกออกตอนนี้คงมีเพียง “มังคุด”เท่านั้น ที่มีดอกสมบูรณ์ในตัวเอง เมล็ดเกิดโดยไม่ต้องผสมเกสร ทำให้คงลักษณะเดิมได้ตามธรรมชาติ อร่อยในตัวมันเอง ไม่ต้องปรับปรุงอะไร มีอะไรอีกนึกไม่ได้จริงๆ หากเพื่อนๆ นึกออก โปรดชี้แนะ
UPOV จึงเป็นกฎหมายคุ้มครอง เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ลงทุนพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ
- ต้องเป็นพันธุ์ที่มีความใหม่ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ต้องมีลักษณะที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว
- ลักษณะของพันธุ์ต้องมีความสม่ำเสมอตามเกณฑ์
- เมื่อนำไปขยายพันธุ์ ลักษณะสำคัญต้องยังคงเดิม
- ต้องมีชื่อที่ใช้ระบุพันธุ์อย่างเหมาะสม
หมายความว่า ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ทุกชนิดจะถูกผูกขาดโดยอัตโนมัติ แต่ต้อง มีความใหม่, มีความแตกต่าง, มีความสม่ำเสมอ, และมีความคงตัว จึงถือเป็นพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ในประเด็นที่ว่า
“เกษตรกรไม่สามารถเก็บพันธุ์ไว้ใช้ในรอบการผลิตถัดไปได้”
คำถามคือ ทุกวันนี้เกษตรกรกี่รายที่เก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง
ทุกครั้งเวลาลงไปสัมภาษณ์ ศึกษาดูงาน หรือวิจัย สิ่งที่ได้กลับมาเสมอคือ พันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ในการใช้งาน จุดแข็งของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ มีพันธุ์ที่ดี ตอบโจทย์ตลาด ลูกค้าชอบ
เกษตรกรมักแสวงหาพันธุ์ใหม่เพื่อก้าวไปข้างหน้า เค้าไม่ได้หยุดอยู่ที่พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิมมานานแล้ว เพราะมันไม่ตอบโจทย์ให้ฟาร์มอยู่รอดได้
เกษตรกรเปรียบเทียบตัวเลขตลอดเวลาระหว่างต้นทุนและผลตอบแทน ต้นทุนส่วนที่เพิ่ม เปรียบเทียบกับผลตอบแทนส่วนเพิ่มแล้วคุ้มหรือไม่ (Marginal costs vs marginal benefits) ถ้าต้นทุนส่วนเพิ่ม น้อยกว่าผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ได้ ก็เปลี่ยนพันธุ์ ใช้พันธุ์ใหม่ ง่ายๆ แค่นี้ ไม่มีอะไรซับซ้อน
หากตั้งเป้าหมายว่าต้องคุ้มครองพันธุ์ดั้งเดิมไว้ให้เกษตรกรใช้ คำถามคือ เกษตรกรใช้หรือไม่
ในทางเศรษฐศาสตร์ เกษตรกรคือผู้ประกอบการที่ตัดสินใจบนฐานความคุ้มค่า ประเมินต้นทุนส่วนเพิ่ม การตัดสินใจย่อมตั้งชั่งน้ำหนักถึงความคุ้มค่าของการตัดสินใจเลือกใช้พันธุ์มากกว่าผู้บริโภคอย่างเรา
สิทธิในการเลือกพันธุ์ จึงเป็นของเกษตรกร เราไม่ควรตัดสินแทน
เพราะเกษตรกรลงทุนเอง กำไร/ขาดทุน ก็รับไว้เอง
เกษตรกรจึงชอบไปเดินงานเกษตรแฟร์ เพราะงานนี้จะมีการนำพันธุ์ใหม่ๆ มาเปิดตัว ให้อุปสงค์และอุปทานมาเจอกัน
ประเด็นเรื่อง “การเก็บเมล็ดพันธุ์” เป็นการบิดเบือน เพราะเมื่อนำพืชที่ได้รับการคุ้มครองไปปลูกเพื่อการค้าแล้ว จะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเพื่อการค้าในรอบต่อไปได้ แต่ยังสามารถเก็บไว้เพาะปลูกเพื่อบริโภคเองได้
ตามข้อ 15(2) ของ UPOV 1991 มีข้อยกเว้นทางเลือก (Optional Exception) ที่กฎหมายภายในของแต่ละประเทศสามารถเปิดให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อในแปลงตนเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตรายครั้ง หมายถึง เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อในแปลงตนเองได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิและอาจมีค่าตอบแทนตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน (Fair Remuneration)
หากเรามองเพียงแค่มิติของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการมองแคบเกินไป กลุ่มผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่ยังมีนักวิจัยในสถาบันการศึกษา หรือเกษตรกร/ชาวสวนที่ปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีดั้งเดิม ก็ได้รับความคุ้มครองเช่นกัน ตัวผู้บริโภค ก็ได้รับประโยชน์จากพันธุ์ที่มีคุณภาพ ผลผลิตสม่ำเสมอ หรือเหมาะกับตลาดมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงพันธุ์ไก่เนื้อ สายพันธุ์ที่จำหน่ายเชิงการค้าของไทยก็พัฒนาและปรับปรุงโดยเอกชน แต่ในอุตสาหกรรมนี้มีการแข่งขันกันจนผู้บริโภคอย่างเราแทบแยกไม่ออกว่า ไก่ของบริษัทไหนอร่อยกว่ากัน ราคาไม่ได้เพิ่มสูงจนเลือกซื้อไม่ได้ ไก่ยังคงเป็นแหล่งโปรตีนราคาเข้าถึงได้ของผู้บริโภค
อีกทั้งจดทะเบียนตาม UPOV ไม่ได้คุ้มครองอัตโนมัติทั่วโลก หากจดในไทยจะคุ้มครองแค่ในไทย หากต้องการคุ้มครองในต่างประเทศ ต้องไปยื่นจดในประเทศนั้นๆ เพียงแต่ระบบ UPOV ช่วยให้เกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบตรงกัน คุยภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
ในมุมของผู้เขียน การเข้าร่วม UPOV 1991 ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะการเลือกใช้พันธุ์ เกษตรกรรู้ดีอยู่แล้วว่า เป็นพันธุ์อะไร เป็นพันธุ์ของใคร ราคากี่บาท จะใช้หรือไม่ เกษตรกรเลือกเองได้ การเข้าร่วม UPOV ไม่ได้หมายความว่าเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดจะต้องมีราคาแพงขึ้น การตั้งราคายังขึ้นอยู่กับ ต้นทุนวิจัย การผลิต การแข่งขันในตลาด ความต้องการ และคุณภาพของพันธุ์
นโยบายไทยที่ผ่านมามักเน้นการแจกเงินและอุดหนุนราคา ทำให้เกษตรกรขาดแรงผลักดันในการปรับตัว รัฐบาลควรเปลี่ยนมามุ่งเน้นการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ สร้างความหลากหลายทางสายพันธุ์ที่เป็นของภาครัฐให้เป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) ให้เกษตรกรเลือกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
หากรัฐไม่ทำหรือทำน้อย เมื่อเอกชนลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์ สายพันธุ์เหล่านั้นจะเป็นสินค้าเอกชน (private goods) ย่อมต้องตั้งราคาจำหน่ายเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และมีเงินลงทุนวิจัยต่อ
ในแง่ของการเข้าร่วม UPOV กรมวิชาการเกษตรระบุว่า มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียมาตั้งแต่ปี 2567 และมีการจัด Focus Group หลายครั้ง รวมถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นในปี 2569 โดยยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ร่างกฎหมายที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ เป็น “ร่างกฎหมาย” ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว อย่าตื่นตระหนก แต่ต้องตระหนักพิจารณาให้รอบด้าน อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าสมเหตุสมผล หาข้อมูล ข้อเท็จจริงก่อนจะตัดสินใจ
แน่นอน เรายังต้องคุ้มครองพันธุ์พื้นเมืองและทรัพยากรพันธุกรรมของไทย แต่ต้องพัฒนาพันธุ์ใหม่เดินหน้าได้ พร้อมกับรักษาฐานพันธุกรรมและภูมิปัญญาของเกษตรกรไทย
ประเด็นข้อกังวลเรื่องการขโมยสารพันธุกรรมดั้งเดิมไปต่อยอดแล้วครอบครอง UPOV 1991 มีกลไก Essentially Derived Varieties (EDV) ที่คุ้มครองเจ้าของพันธุ์ตั้งต้นด้วย และประเทศไทยยังมี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่มีมาตราเกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing – ABS) จากพันธุ์พื้นเมืองเดิม
ผู้เขียนจึงเห็นว่า ไทยสามารถใช้ระบบ UPOV 1991 กำหนดกติกาให้นักปรับปรุงพันธุ์/นักวิจัย/เกษตรกร ที่คิดค้นพันธุ์ใหม่ได้รับความเป็นธรรม และต้องให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์ ใช้ประโยชน์ และรักษาทรัพยากรพันธุกรรมของตัวเองได้
เราต้องยอมรับว่า การปกป้องคุ้มครองที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การไร้การพัฒนา กินบุญเก่า เหมือนคำพังเพยที่ว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” เราต้องปล่อยให้ลูกเรียนรู้และเติบโต รักมากไปก็กลายเป็นทำร้าย
เพราะ….พันธุ์ คือ ต้นทุนการผลิตของ อาหาร ความมั่นคงทางอาหาร รายได้ของเกษตรกร และทรัพยากรทางพันธุกรรมของประเทศ และยังเป็นความได้เปรียบทางการค้าที่ต้องได้รับการพัฒนา และได้รับการคุ้มครอง
#EatEcon
