มะพร้าวน้ำหอมไทยในวงล้อมความท้าทาย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เมืองหลวงแห่งมะพร้าวน้ำหอมไทย เพื่อร่วมประชุมกับผู้ปลูก ผู้ประกอบการรวบรวมและแปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออกมะพร้าวผลสดไปยังประเทศจีน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นภาพสะท้อนที่น่ากังวลของอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมที่กำลังเผชิญ “พายุลูกใหญ่” จากรอบด้าน ทั้งในแง่ของโครงสร้างต้นทุน มาตรฐานการกำหนดราคาซื้อขาย (ราคากลาง) ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคปลายทางที่กำลังซื้อหดตัวและมีทางเลือกมากขึ้น

ข้อสังเกตุจากการประชุม

1. การซื้อขายที่อิงกับการนับผล: ช่องโหว่ของความสูญเสีย

ปัจจุบันราคาขายมะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนอยู่ที่ 10-12 บาทต่อผล ในขณะที่ต้นทุนการผลิตแกว่งตัวอยู่ที่ 5-9 บาทต่อผล และยังมีต้นทุนแฝงในรูปของค่าจ้างทีมตัด (ทั้งจากล้งและทีมอิสระ) รวมค่าขนส่งอีกราว 1.5 บาทต่อผล มองเผินๆ เกษตรกรยังมีส่วนต่างกำไร ทั้งยังมีปัญหาที่ซ่อนอยู่ใน “วิธีการซื้อขายและการกำหนดราคา”

ปัจจุบันราคารับซื้อหน้าสวนถูกกำหนดมาจากราคาตลาดปลายทาง

ในตลาดมะพร้าวน้ำหอม “ขนาด” คือตัวกำหนดมูลค่า ตลาดต้องการไซส์ M มากที่สุด รองลงมาคือ L ในขณะที่ไซส์ S และ Jumbo ถูกมองว่าเป็น “ของตกเกรด” เนื่องจากเล็กและใหญ่เกินไปไม่สามารถบรรจุลงในกล่องได้พอดีตามมาตรฐานการรับซื้อ ดังนั้น ไซส์ S และ Jumbo จะถูกหักราคา (Price discount)

กระบวนการซื้อขายหน้าสวนยังคงใช้ “การนับผล” จากทะลาย ซึ่งแต่ละทะลายมะพร้าวจะมีจำนวนไม่เท่ากัน ขนาดแต่ละผลก็ต่างกัน โดยทีมตัดจะเป็นผู้ประเมินว่าแต่ละผลจัดอยู่ในขนาดใด หากเป็นไซส์ S จะถูกนับควบ (ขนาด S 2 ผล จะถูกนับเท่ากับขนาด L 1 ผล) และมีการแถมแบบ ซื้อ 100 ลูก แถม 4 ลูกให้ทีมตัด

จุดนี้เกิดภาวะ “ความไม่สมมาตรของข้อมูล” (Information Asymmetry) ที่เปิดช่องให้เกิดความคลาดเคลื่อนและนำไปสู่การโกงหรือเอาเปรียบเกษตรกรได้ง่าย เช่น การนับไม่ตรงตามจำนวนการซื้อขายจริง

หากถามว่า ทำไมไม่เปลี่ยนไปใช้ “การชั่งน้ำหนัก” เพื่อให้ได้ราคากลางที่เที่ยงตรงที่สุด?

ผู้ประกอบการส่งออกมะพร้าวควั่นให้คำตอบที่น่าสนใจมากว่า หากชั่งน้ำหนัก มะพร้าวจะต้องแยกผลออกจากจั่น หากยกขึ้นยกลงมากจะส่งผลให้ “เปลือกช้ำ” ซึ่งรอยช้ำนี้ต้องถูกคัดออกไม่สามารถการส่งออกได้ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ลักษณะทางกายภาพของสินค้าเกษตร กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ระบบราคากลางทำงานได้ยากขึ้น ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย

มะพร้าวน้ำหอมขนาดต่าง ๆ ที่มีการซื้อขายในตลาด
CR: https://www.facebook.com/TOEY5555

2. “ความสะดวก” ที่ต้องจ่ายแพง: ทำไมเกษตรกรเมินการขายตรงให้โรงงาน?

โรงงานแปรรูปบางแห่งพยายามเข้ามา “รับซื้อโดยตรงและประกันราคาตามคุณภาพ” วิธีนี้คืออุดมคติของที่ลดคนกลางออกจากระบบ และเกษตรกรและโรงงานสามารถส่งข้อมูลคุณภาพผลผลิตระหว่างกันได้โดยตรง การทราบคุณภาพของผลผลิตที่ตนเองผลิตกลับไปปให้เกษตรกร จะช่วยให้ปรับปรุงการจัดสวนได้ดีขึ้น

ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งเลือกจำหน่ายผลผลิตด้วยแนวคิดนี้และสามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิตได้ตามความต้องการของตลาดมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เกษตรกรจำนวนมาก “ปฏิเสธ” แนวทางนี้นี้ พวกเขาระแวงว่าจะถูกผู้ประกอบการรายใหญ่เอาเปรียบในการกดเกรด และมองว่าการขายเหมาผ่าน “ผู้รวบรวม” (ล้ง) แบบเดิมนั้น “สะดวกกว่า” แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเสียเปรียบเรื่องการนับผลก็ตาม

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจ เกษตรกรยอมแลกโอกาสในการพัฒนาคุณภาพระยะยาวและราคาที่ยุติธรรม กับความสะดวกสบายและความคุ้นชินในระยะสั้น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นภาพของความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทำให้การสร้างมาตรฐานราคากลางที่อิงคุณภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้

3. ความไม่สมดุลของกลไกตลาด: เมื่อตลาด “น้ำ” โตเกินหน้าตลาด “เนื้อ”

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือตลาด “น้ำมะพร้าว” ที่กำลังเติบโต กลุ่มอุตสาหกรรมนี้พร้อมสู้ราคารับซื้อมะพร้าวผลสดในระดับที่มากกว่าหรือเท่ากับการทำมะพร้าวควั่นเพื่อส่งออก แต่ตลาดน้ำมะพร้าว จะผลิตสินค้าควบคู่ (Joint Products) อย่าง “เนื้อมะพร้าว” ออกมากลายเป็นผลผลอยได้ที่ต้องหาทางเพิ่มมูลค่า

ปัญหาคอขวดตอนนี้คือ ตลาดการบริโภค “เนื้อมะพร้าว” ไม่ได้เติบโตตามตลาดน้ำมะพร้าว เมื่ออุปสงค์ของน้ำพุ่งสูง แต่อุปสงค์ของเนื้อคงที่หรือโตช้ากว่า ผู้ประกอบการกลุ่มผลิตน้ำจึงต้องเผชิญกับภาระในการจัดการเนื้อมะพร้าวที่ล้นระบบ กลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่กดดันผู้ประกอบการน้ำมะพร้าวในปัจจุบัน

4. ตลาดจีน: มะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่ “ของตาย” แต่เป็นทางเลือก

เมื่อมองไปที่ปลายน้ำอย่างตลาดจีน สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล ขณะนี้ตลาดผลไม้ในจีนมีผลผลิตออกมาจำนวนมหาศาล ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ชาวจีนระมัดระวังการใช้จ่าย มะพร้าวน้ำหอมถูกจัดอยู่ในหมวด “สินค้าฟุ่มเฟือย” ไม่ใช่สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต

อีกทั้งผู้ชี้ยังมองว่า มะพร้าวสามารถหาซื้อได้ทุกวัน และมีผลไม้ทางเลือกอื่นเต็มตลาด ลูกค้าจึง “ไม่กระหาย” ที่จะบริโภค การชะลอการตัดสินใจซื้อทำให้ตลาดอืด สินค้าเดินช้า ในขณะเดียวกัน คู่แข่งของไทยก็เริ่มมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มีหลายคนบอกว่าทำไมผู้ประกอบการไทยไม่ทำตลาดจีนเอง ขอบอกว่าไม่ง่าย

ในที่ประชุมวันนั้นมีผู้ประกอบการที่เคยลองไปขายเอง ปรากฏว่า ขาดทุนแบบต้องถอนตัว สู้การแข่งขันไม่ไหว ซึ่งต้องมาวางแผนจริงจังว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขายสินค้าในแบรนด์มะพร้าวน้ำหอมไทย ขายโดยผู้ประกอบการไทยได้อย่างมั่นคง

สิ่งที่ข้อมูลทั้งหมดบอกเราอย่างชัดเจนคือ อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยกำลังเจอปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสวนที่ยังไม่ดีพอ ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ระบบการซื้อขายที่ไม่โปร่งใส การถูกไล่ต้อนจากคู่แข่งในตลาดจีน

ในอีกเดือนกว่า ๆ มะพร้าวน้ำหอมจะเข้าสู่ตลาดมาก ทางฝั่งโรงงานได้มีการเตรียมพร้อมเครื่องควั่น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหามะพร้าวล้นจนควั่นไม่ทันอันเนื่องมาจากแรงงานไม่พอดังเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ต้องทำใจว่าจะเป็นช่วงที่ประคองธุรกิจ ไม่ใช่ช่วงทำกำไรเหมือนที่หลายคนคิด เพราะบางครั้ง ต้นทุนของแพง ขายดี ทำกำไรดีกว่าช่วงของถูก

การเรียกร้องหา “ราคากลาง” ที่ยุติธรรม จะไม่มีทางสำเร็จได้เลยหากระบบการรับซื้อยังอิงกับความสะดวกมากกว่าคุณภาพ ตราบใดที่เกษตรกรยังคงผลักไสการขายที่ผูกกับมาตรฐานคุณภาพ อุตสาหกรรมนี้ก็ยากที่จะปรับตัว

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องเปลี่ยนแนวคิด จากการทำเกษตรแบบ “เน้นความสะดวกและขายเหมา” สู่การทำเกษตรแบบ “เน้นคุณภาพและข้อมูล” ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องร่วมกันสร้างระบบมาตรฐานการประเมินไซส์และคุณภาพหน้าสวนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยไม่ทำให้ผลผลิตเสียหาย เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของเกษตรกร เพราะในวันที่ตลาดโลกมีทางเลือกมากมาย มะพร้าวน้ำหอมไทยไม่อาจอยู่รอดได้ด้วยบุญเก่าอีกต่อไป

#EatEcon #มะพร้าวน้ำหอม
#MAB #ARE #เศรษฐศาสตร์เกษตร

Photo by Nipanan Lifestyle on Unsplash