ยิ่งเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ยิ่งเจอ ‘ตลาดเลมอน’
เรื่องโดย ผศ. ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสังคมไทยยังคงอยู่กับเรื่องพันธุ์ มีคำถามหนึ่งที่ผู้เขียนอยากมาขยายความ: รัฐจะสนับสนุนงานวิจัยพันธุ์พืชสาธารณะและสร้างหลักประกันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงพันธุ์พืชที่เหมาะสมได้อย่างไร?
ในความเห็นของผู้เขียน รัฐต้องทำหน้าที่ 2 ด้านคู่ขนานคือ
หน้าที่ 1 การสนับสนุนงานวิจัยพันธุ์ เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องให้ความสำคัญพร้อมทรัพยากรที่มีคุณภาพและเพียงพอ ผ่านหน่วยงานวิจัยและสถานศึกษาเป็นองค์กรสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพันธุ์พืชสาธารณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด อีกทั้งยังต้องอนุรักษ์พันธุ์ดังเดิมไว้เพื่อเป็นฐานพันธุกรรมในการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ จึงจะสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าพันธุ์พืชไทยผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง
หน้าที่ 2 การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ในภาคเอกชน เพื่อสร้างหลักประกันให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์ได้ เมื่อมีพันธุ์ทางเลือกก็จะลดการผูกขาดในการผลิตและจำหน่าย
ประเด็นความกังวลต่อการนำพันธุ์พืชดั้งเดิมไปผูกพันกับ UPOV 1991 จนหลายคนเห็นว่าจะส่งผลต่อวิถีการเก็บ แลกเปลี่ยน และขยายพันธุ์ที่เกษตรกรปฏิบัติกันมา ประเด็นนี้คงต้องทำความเข้าใจกันว่า วิถีเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกใช้พันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรค มีคุณลักษณะเป็นที่ต้องการของตลาด
การเก็บ แลกเปลี่ยน และขยายพันธุ์ โดยขาดความรู้ความชำนาญในการคัดเลือกพันธุ์ เมล็ดพันธุ์คุณภาพไม่ดีจะปนกับเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ถูกกระจายผ่านการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้รับการรับรอง นำมาซึ่งการขยายตัวของพันธุ์ด้อยคุณภาพ เกิดความล้มเหลวของตลาดเมล็ดพันธุ์ ผลสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือ พันธุ์คุณภาพมีต้นทุนการผลิตที่สูงจนไม่สามารถแข่งขันกับพันธุ์ปลอมปนได้ จนหายไปจากตลาด ลักษณะนี้คล้ายกับ Lemon Market (ตลาดเลมอน) จอร์จ อะเคอร์ลอฟ (George Akerlof) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ที่ได้เขียนไว้ในงานเขียนเรื่อง “The Market for ‘Lemons’: Quality Uncertainty and the Market Mechanism” (ปี 1978) [1]
คำว่า “Lemon” เป็นสแลงหมายถึง “สินค้าด้อยคุณภาพ/ย้อมแมว” ผู้เขียนของยกตัวอย่าง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ชี้ให้เห็นว่า ทำไมการขยายพันธุ์เองโดยขาดความชำนาญถึงทำให้เกิด “ตลาดเลมอน” ที่สินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาขับไล่สินค้าคุณภาพดีออกไป
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่วางจำหน่ายในตลาดมีคุณภาพแตกต่างกันมาก สีเข้มไม่เท่ากัน มีเมล็ดข้าวสีขาวปน หนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ด้วยวิถี “การเก็บ แลกเปลี่ยน และขยายพันธุ์” ทำให้คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ไม่ได้คุณภาพกระจายตัวทั่ว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่จำหน่ายโดยเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจึงมีสี “ดำบ้าง-ไม่ดำบ้าง” ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อตรวจเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีแต่สีดำน่าจะแตกต่างกัน

ผู้บริโภคเลือกซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ เนื่องจากต้องการคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย อันเกิดจากเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ผ่านการรับรองผลการศึกษาวิจัย หาใช่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ปลูกด้วยเมล็ดข้าวด้อยคุณภาพมาปลอมปน
พันธุ์ข้าวคุณภาพต่ำเข้ามาแทนที่พันธุ์ดี เงินที่ผู้บริโภคจ่ายเพื่อซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ “ดำบ้าง-ไม่ดำบ้าง” จึงถูกกว่าการจ่ายเงินเพื่อซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่สีม่วงเข้มจนเกือบดำ นี่คือ คำตอบของวิถีดั้งเดิมที่เกษตรกร “การเก็บ แลกเปลี่ยน และขยายพันธุ์” ที่มีปัญหาด้านคุณภาพต้นทางของการผลิต ซึ่งเราต้องยอมรับว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์
อย่างไรก็ดี มีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิต มีศักยภาพมากพอที่จะปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์ เช่น คุณสุปัญญา พันธ์เพ็ง เจ้าของสวนทุเรียนสุปัญ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ที่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์ทุเรียนทองหล่อเมื่อปี 2564 ทุเรียนพันธุ์นี้เกิดจากการเพาะเมล็ดทุเรียนพันธุ์หมอนทองเมื่อปี 2548 แล้วทุเรียนที่มีคุณลักษณะต่างจากพันธุ์หมอนทอง โดยมีสีเข้มและรสหวานกว่าพันธุ์หมอนทอง [2]
ผู้เขียนเป็นหนึ่งในลูกค้าของสวนสุปัญ สั่งทุเรียนมาทานทุกปี คุณภาพไม่เคยทำให้ผิดหวัง สวนนี้มีทุเรียนหลายพันธุ์ อันที่จริง ผู้เขียนเห็นว่า คุณสุปัญญาไม่จำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ทุเรียนก็ได้ เพราะผลผลิตมีเท่าไรก็ขายหมด แต่คุณสุปัญญายังคงรักในการปรับปรุงพันธุ์จึงขึ้นทะเบียนทุเรียนพันธุ์ใหม่ไว้ถึง 7 สายพันธุ์ ผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองพันธุ์ใหม่ทั้งหมด เพราะมีเงินก็ใช่ว่าจะได้ทาน
กรณีของกะเพราที่เป็นข่าว จุดตั้งต้นก็เกิดจากผู้บริโภคที่มีความต้องการอาหาร Ready-to-eat มากขึ้น CPRAM จึงพัฒนาข้าวกะเพราจำหน่ายให้กับ 7-eleven ด้วยจำนวนสาขามากกว่า 16,000 สาขา วันหนึ่งต้องใช้กะเพราในการผลิตเมนูนี้มากกว่า 1,400 กิโลกรัมต่อวัน
เพื่อให้ได้ใบกะเพราที่มีมีกลิ่นและรสชาติชัดเจน ขนาดใบพอเหมาะ ไม่หดตัวจนลีบแบนเมื่อโดนความร้อนจากการผัด ในด้านการปลูก กะเพราต้องต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ และผลิตได้คุณภาพมาตรฐานและปริมาณที่เพียงพอในการโซ่อุปทานการผลิตเมนูนี้ ซีพีแรมจำเป็นต้องใช้การปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากพอส่งตรงเข้าโรงงาน [3]
เกษตรกรพันธสัญญาไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ในการผลิตให้ได้ผลผลิตดีขึ้นและตรงกับความต้องการของตลาด การเติบโตของตลาดของอาหาร ready-to-eat จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิต
ปัจจุบันกะเพราสายพันธุ์ใหม่ (แก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04) จึงปลูกเพื่อผลิตอาหารของซีพีแรมเท่านั้น จึงไม่มีเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ในตลาดทั่วไป หากไม่มีข่าวก่อนหน้านี้ ก็คงไม่มีใครสนใจกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 กะเพราที่ขายอยู่ในตลาดทั่วไปก็ยังคงผลิตและจำหน่ายกันต่อไป ถูกบ้างแพงบ้างตามอุปทานในแต่ละช่วง ช่วงนี้ก็แพงหน่อยเพราะมีน้ำท่วมหลายพื้นที่ อย่าได้คิดว่าเพราะกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 ผูกขาดตลาดจนทำให้กะเพราแพง
การปรับปรุงพันธุ์พืชและการทำสัญญาเกษตรพันธสัญญา ไม่ใช่เรื่องการผูกขาดเสมอไป แต่คือ การเกื้อกูลกันเพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งทั้งรัฐบาล เอกชน และเกษตรกร ต้องทำงานร่วมกันสร้างหลักประกันพันธุ์พืชสาธารณะควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีเพื่อไม่ให้ตลาดเกษตรำไทยกลายเป็นตลาดเลมอน
#EatEcon
ที่มา:
[1] Akerlof, G. A. (1978). The market for “lemons”: Quality uncertainty and the market mechanism. In Uncertainty in economics (pp. 235-251). Academic Press.
[2] https://www.facebook.com/profile.php?id=100063876703197
[4] Photo by Ember Glow on Unsplash
